เด็กหญิง เอ และ เด็กหญิง บี
********************
สมมุติว่า..
มีนักเรียนวัยประถมอยู่ ๒ คนนะรับ คือ เด็กหญิง A กับเด็กหญิง B !
สำหรับการเรียน ในระดับชั้นประถม...
เด็กหญิงเล็กๆทั้งสอง ย่อมจะยังไม่สามารถแยกแยะได้ ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร
หรืออะไรที่ต้อง "ทนฝึกต่อไป" เพราะในอนาคตมันจะก่อประโยชน์
(
ก็ได้ทราบมาว่า.. ปัจจุบันนี้ในหลักสูตรสายวิชาการของโรงเรียนของรัฐไทย
มีการฝึกให้เด็กชายสอยเข็ม และให้เด็กหญิงเรียนรู้เครื่องมือช่าง - แอดมิน )
และ.. อาจมีนัยยะอะไรแอบ แฝงซ่อน อยู่ในบางวิชา หรือมีวิชาบางวิชาที่เป็นแค่ความรู้รอบตัว
หากว่านักเรียน ได้เพียงเกรด ๒ ในวิชา ก็ไม่ถือว่าเสียหายอะไรนัก หรือไม่ส่งผลกระทบเชิงสังคม
อะไรมากมาย อย่างเช่นพวก วิชาพละศึกษา กิจกรรมกีฬาในโรงเรียน กิจกรรมกลุ่มบางรายวิชา
เช่นพวกปลูกแปลงผักกาดเป็นต้น
ครูผู้ฝึกสอน.. ของวัยนี้..
มีความสำคัญ ตรงที่ ..ต้องสามารถโน้มน้าวจิตใจเด็กหญิงทั้งสอง ให้ยังคงสนใจ
ในเรื่องที่หนูน้อย ยังไม่เข้าใจว่าเรียนไปทำไม ? ต้องทำทำไม ?
ก็ในเมื่อประโยชน์มันน้อยขนาดนั้น! ทำไม ? ต้องฝืนทำ !
.. ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วยากมากๆ สำหรับคนเป็นครู
คราวนี้.. เจ้าระบบการศึกษาสมัยใหม่ ก็เดาวิธีคิดของเด็กๆออกมาว่า..
ในเมื่อเด็กๆทั้งหลายในโลก
มันชอบคำชมกันนัก..ก็สร้างระบบแข่งขันมันซะเลย..
วางระบบการเรียน ให้เด็กๆมันแข่งขันกัน เอาคำชมเป็นอาหารว่างๆของจิตใจซะ !!
สิ่งที่ได้มาจากแนวความคิดนี้.. นักการศึกษาได้ของแถมดีๆ มาด้วย นั่นคือ..
ได้รู้ว่า เด็กแต่ละคน เหมาะกับสาขาวิชาอะไร ?
ผลที่สุด.. ก็เกิดสารพัดสาขาวิชาขึ้นมาในโลกของเรา.. !!
( และระบบบ้าเกรด ฮา !! )
กลับมาที่เด็กหญิงทั้งสองกันครับ !!
สำหรับเด็กหญิง A ..
เธออยู่ภายใต้การบริหารวิชาการแบบครูแท้ๆ คือเธออยู่กับองค์กร
ที่เข้าใจจริงๆ ว่า การศึกษาคืออะไร ?
ทั้งองค์กร..รู้ว่า..การศึกษามีความสำคัญแค่ไหน ?
รู้ว่าการศึกษานั้น สามารถส่งผลต่อเด็กหญิงคนหนึ่ง ได้มากมายแค่ไหน ? เมื่อเธอโตขึ้น !!
ส่วนเด็กหญิง B อยู่ในมือผุ้ใหญ่ธรรมดาๆคนหนึ่งที่เข้าใจการศึกษาแบบตามตัวอักษร
ไม่ใช่ด้วยจิตวิญญาน
ผุ้ใหญ่คนนี้ ..
มีใบอนุญาตสอน และดำเนินชีวิตโดยถือว่าครูคืออาชีพที่ได้เงินเลี้ยงชีพไปเดือนๆ เช่นอาชีพอื่นๆ !
โดยไม่ได้มองว่า อาชีพครูนั้น เป็นทั้งอาชีพที่ใช้เลี้ยงตัวได้ + เป็นอาชีพที่ต้อง
โค้ชคนที่รู้น้อยกว่าตัวเอง !!
..............................................................................
แอดมินไอ้เป็ดฟันธงโดยไม่ต้องฟันธงได้เลยครับ !!
ว่ายังไงๆ เด็กหญิง A ที่จบแค่มัธยม ๓
ย่อมจะมีคุณภาพเชิงมนุษย์ใกล้เคียงกับเด็กหญิง B ที่จบปริญญาตรีอย่างแน่นอน
หรือ เด็กหญิง A ที่จบแค่ ประถม ๖ ก็น่าจะมีคุณภาพเชิงมนุษย์ใกล้เคียงกัน
กับเด็กหญิง B ที่จบ ม ๖ แน่ๆ !!
ให้ลองจินตนาการตามถึง นาวสาว A ที่จบแค่มัธยม ๓ ซึ่งโดนปลูกฝังมา ให้ชอบเข้าห้องสมุด
ชอบดูสารคดีดิสเคอฟเวอรี่ หรือเข้้ากูเกิ้ลหาข้อมูล ไม่ชอบการดูคลิ๊บโป๊ลามก ไม่ชอบดูละคร
หลังข่าว ไม่กลัวการอ่านหนังสือใดๆในโลก เพราะรู้ว่าการอ่าน และการฟัง.. จะทำให้
เธอทันโลก.. พอเสร็จจากช่วยพ่อแม่ขายของที่ตลาด ก็อาบน้ำอาบท่า เอาหนังสือเรียน กศน.
มาอ่านสัก ๒ ชั่วโมงก่อนนอนเวลา ๔ ทุ่มครึ่ง
แล้วก็ตื่นตีห้าล้างหน้าอ่านหนังสืออีกหนึ่งชั่วโมง
เธอก็อาบน้ำแต่งตัวช่วยแม่ช่วยพ่อขายของในตลาดสด
เวลามีหนุ่มๆมาจีบ หากเธอเห็นหน้าตาหื่นๆ หรือเห็นคำพูดคำจาออกแนวโง่อวดรู้
เธอก็จะแอบๆบอกคุณพ่อ ให้ดุให้ไล่ให้หน่อย
นางสาว A เมื่อเรียนจบ กศน. ชั้นมัธยม ๖
ก็สมัครเรียนทางไปรษณีย์กับ มสธ. ในวิชาที่เธอชอบ
วันหยุดจากการขายของ
ในตลาด ( ที่ตอนนี้มีสองแผงแล้ว คือแผงตัวเองกับแผงของพ่อแม่ ) ก็เข้าห้องสมุดประชาชนทวนการเรียน
ที่เธอไม่ได้ดูจากดาวเทียมจานดำที่บ้าน เพราะมัวแต่ขายแผงผักในตลาด
หรือในบางวันก็ติดป้ายบอกลูกค้าว่าจะซื้ออะไร ก็ให้ไปซื้อที่แผงของคุณแม่ก็ได้
แล้วเธอก็เข้าไปฟังเล็คเชอร์แบบจะๆกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย รวมไปถึงได้เห็นทนาย
หรืออัยการระดับประเทศตัวเป็นๆ ที่มาบรรยายพิเศษให้ฟัง
เพราะเธอเลือกเรียนนิติศาสตร์ !!
คุณเดาซิว่า... นางสาว A ที่ตอนนี้อายุ ๑๙ ปี
จะดำเนินชีวิตไปทิศทางใด.. ในอนาคตของเธอ !!
สำหรับนางสาว B ... แอดมินเป็ดไม่ขอเล่าครับ..
เพราะอย่างดีที่สุด นางสาว B ก็จะเรียนจบเหมือนนางสาว A นั่นแหละครับ !!
ส่วนระดับรายละเอียดของชีวิตของเธอ
ก็โปรดจินตนาการเอาเองตามสะดวกครับผม !!
จบนิทานครับผม !!
คุณๆที่อ่าน.. เห็นอะไรในนิทานเรื่องนี้บ้างครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น