วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

วิทยาศาสตร์.. กับประเทศ "สารขัณฑ์" !!!





เรียนวิทยาศสตร์ ( อย่างเข้าใจ )
มีประโยชน์จริงอ่ะ ?


เช่นเดิมครับ.. เจ้าเป็ดแอดมินขอว่าเป็นเรื่องเล่าเล่นครับ..

- ทำไม ? แค่ขดลวดหมุนๆ ในสนามแม่เหล็ก ขั้วขดลวดของมัน ถึงมีไฟฟ้าออกมาได้ ?
- ทำไม ? แก้วที่เอาไปถูกับผ้าขนสัตว์ แล้ว มันดูดเศษกระดาษได้ ?
- ทำไม ? เมล็ดผักจากแปลงปลูกผักเดิมๆ เมื่อเอามาขยายพันธุ์.. มันไม่สู้โรคเหมือนรุ่นแรกๆ ?
- ทำไม ? เรามีนิสัยคล้ายพ่อกับแม่ ในอัตราเกือบๆ ๕๐/๕๐ อยู่เสมอๆ เป็นส่วนใหญ่ ?
- ทำไม ? ดาวเคราะห์ต้องหมุนรอบตัวเอง ?
- ทำไม ? ดาวฤกษ์ ต้องหมุนรอบตัวเอง ?
- ทำไม ? ระบบสุริยะต้องหมุนโคจร รอบๆแกแลกซี่ตัวเอง ?
- ทำไม ? แม่เหล็กดูดโลหะได้ ?
- ทำไม ? ธาตุ ๒ ธาตุ พอรวมตัวกันเป็นสารประกอบ แล้วมีคุณสมบัติเปลี่ยนไป/ไม่เปลี่ยนไป ?
- ทำไม ? กบ ผีเสื้อ ยุง ผึ้ง ฯลฯ ต้องมีหลายขั้นตอนก่อนถึงวัยสมบูรณ์ ?

ทำไม ?  ทำไม ?  ทำไม ?  ทำไม ? 
ทำไม ?  ทำไม ?  ทำไม ? ... บลาๆๆๆๆ.......


แอดมินไอ้เป็ด
ขอพิมพ์(พูด)ตีกินเลยครับ.. ว่า..

กระบวนการ สงสัย?

คือกระบวนการ ค.ว.ย. ครับผม !!


และคำว่า เรียนวิทยาศสตร์ ( อย่างเข้าใจ ) มีประโยชน์จริงอ่ะ ?

ก็ตอบตัวมันเองอยู่แล้วครับ เพราะ ค.ว.ย. = วิทยาศาสตร์ ครับผม
( ฮา .. ผมแถดริฟต์ไปจนได้ แหะๆ )




การช่างสงสัย..

คือกระบวนการที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน
เพื่อผ่อนแรงครับ เพราะคนเราไม่มีพลังกล้ามเนื้อเมพขิงๆ แบบ-มด ที่ยกของหนักกว่า
ตัวเองหลายร้อยเท่าไงละครับ !!


เราจึงคิด...
ล้อ รอก คาน เชือก เฟือง โซ่ ฆ้อน มีด เพื่อให้ได้ งาน ออกมามากกว่าพลังเดิม
ตามธรรมชาติที่น้อยนิดของเราครับผม !!

การ ขี้สงสัย ของมนุษย์ ทำให้เรา คิดเป็น ขั้น-ตอน ครับ

การทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าของบรรพบุรุษเรา ได้เพิ่ม+ถ่ายทอด..
เข้าสู่ระดับพันธุกรรมยีนและโครโมโซม..ครับผม !!

ดังนั้น.. ใครผุ้ใดที่ไม่คิดเป็นขั้นตอน ไม่คิดสงสัย ไม่คิดหาเหตุผล..

นอกจาก.. จะแสดงว่าท่าน..

เป็นแค่สัตว์สายพันธุ์หนึ่ง ที่ กิน นอน สืบพันธุ์ และ กลัวภัย เหมือนสัตว์ธรรมดาๆแล้ว ..

ยังถือว่า.. ท่านกำลัง ขบถ ต่อสายพันธุ์ขี้สงสัยของตัวท่านเองครับ !!


เผ่าพันธุ์เรา ( โฮโมเซเปี้ยน ) .. เป็นเผ่านักวิทยาศาสตร์คร้บผม !!


แอดมินบล็อก(ไอ้เป็ด)
เห็นว่า..

ท่านผู้อ่านท่านใด.. ที่กำลังอ่านอยู่ แล้วมองว่า วิทยาศาสตร์ไม่ใช่สไตล์ของท่าน

เช่น..

ท่านชอบศิลปะมากกว่า ท่านชอบภาษาศาสตร์มากกว่า... ท่านชอบ.. ฯลฯ.  บลาๆๆๆ...

ผมไม่ค้านครับ..


แต่สายเลือดนักวิทยาศาสตร์ อยู่ในตัวท่านแบบเต็มๆครับผม !!
( แหะๆ )


ดังนั้น..
จงฝึกให้ลูกๆหลานๆ ของท่าน อย่า รังเกียจวิชา วิทยาศาสตร์ครับผม

ไม่ชอบได้ครับ แต่อย่าไปรังเกียจ
ทนเรียนๆ ทนท่องๆให้ได้เกรด ๓ เอาไว้ก่อนครับ กันเหนียว..

ส่วนความเข้าใจจริงๆ หากอยากเข้าใจมากกว่า "การจำได้"
สามารถใช้ห้องสมุด ขอเข้าไปดูในแล็บฯ
หรือการถามครูที่รักเด็กและรักวิทยาศาสตร์
หรือการค้นอากู๋.. ช่วยได้ระดับหนึ่งเลยครับผม !!

จะได้เลิกๆพูดกันซะที ..

ว่าประเทศเรานี้ เอาแต่บริโภคและเสพฯสิ่งประดิษฐ์ที่มาจากวิทยาศาสตร์..
มากกว่าการสร้างผลงานวิทยาศาสตร์ครับ..

ทัศนคติด้านบวกเปลี่ยนกันได้ครับ..

อ่านได้ที่ ..

หัวข้อ ๕ ขั้นตอนที่บอกได้ล่วงหน้า ! ว่าคุณ.. กำลังจะทำอะไร?

ดูครับผม !!!

ผมจะได้มีหวังกับประเทศสารขัณฑ์ซะที !!!

และตายตาหลับครับผม ( โห... ฮา )





ผลึกสารส้มของผมตอนมัธยมต้น .. สวยที่สุดในสามโลกนะครับ
เพราะผมใช้วิธี ใน ๑ ชม. ผมควบคุมอุณหภูมิน้ำร้อนไม่ให้ลดลงต่ำกว่า ๕ องศา C
หรือพูดอีกแบบ ใน ทุกๆ ๑ ชั่วโมง น้ำจะเย็นลง ๕ องศาฯ เสมอๆ
และอยู่ในห้องไร้ลมเคลื่อนไหวเชียวนะเออ..

คิดเอาว่า.. จาก ๑๐๐ องศา.. ไปอุณหภูมิห้อง สำหรับเด็กหนุ่ม - มันนานมากแค่ไหน ?

( เอิ่ม.. มันคือผลงานวิทยาศาสตร์ ที่ลอกเลียนหลักการของชาวบ้านเขาก็จริง แต่ไอ้การลดอุณหภูมิด้วยเทอร์โมมิเตอร์วัดไข้
  และการอดหลับอดนอนเกือบๆ ๒ วัน ในวัยมัธยมนั้น ผมก็คิดเองนะโวีย แหะๆ )


และไอ้การลดลงที่ละ ๕ องศานั่นหน่ะ เป็นผลงานวิทยาศาสตร์ชิ้นเดียวที่ผมคิดเอาเองครับ แฮ่ๆๆ

ส่วนผลงาน LAB ระดับมหาวิทยาลัย เช่นการทดลองสร้างทรานซิสเตอร์ของผมนั้น
มันก็แค่ทำตามก้นฝรั่งครับ

เพราะผมเห็นว่า การทำตาม Text Book ของฝรั่งนั่น
มันไม่ต่างจากการปรุงก๋วยเตี๋ยวให้อร่อย โดยอาศัยสูตรของคุณแม่ผมเลยซักกะตี๊ด !!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น